คุณผู้หญิงหลายคนอาจจะคิดว่าเพียงแค่การดูแลผิวตามขั้นตอนปกติ ก็สามารถทำให้ผิวหน้าสุขภาพดีแล้ว ทำไมต้องมาสก์หน้าแล้วการมาสก์หน้ามีดีอย่างไร อีกทั้งยังใช้เวลาเพียงนิดเดียวในการทำจะช่วยบำรุงผิวได้จริงเหรอ
มาสก์หน้าถือเป็นขั้นตอนพิเศษที่เสริมประสิทธิภาพของการดูแลผิวให้ดียิ่งขึ้น ช่วงที่ผิวหน้าโดนแสงแดดมากกว่าปกติอย่างเวลาไปเที่ยวทะเลหรือเล่นน้ำสงกรานต์กลับมา ผิวหน้าก็จะดูหมองคล้ำไม่สดใส การมาสก์หน้าจะช่วยฟื้นฟูผิวอย่างเร่งด่วนให้ดูกระจ่างใสขึ้นได้ โดยมสก์ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปจะแบ่งออกได้ 3 ชนิด ดังนี้
ชนิดแผ่น ได้รับคะแนนนิยมมากที่สุด เพราะความสะดวกและใช้ง่าย เพียงแค่ฉีกซองแล้ววางตามรูปหน้า จะรู้สึกเย็นสดชื่นและผ่อนคลาย ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี เพราะเนื้อผลิตภัณฑ์บำรุงจะเป็นสูตรเข้มข้นกว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าปกติ จึงช่วยฟื้นฟูผิวได้ชนิดเห็นผลรวดเร็วกว่า
พอกทิ้งไว้ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า มาสก์ประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นครีมหรือโคลนเข้มข้น ช่วยขจัดเซลล์ผิวชั้นบนที่เสื่อมสภาพและแก้ไขปัญหาตามสภาพผิว เช่น ลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ เพื่อให้ผิวกระจ่างใส
พอกทิ้งไว้จนแห้ง แล้วลอกออก มีความเข้มข้นสูงกว่าทุกประเภท เมื่อทิ้งไว้มาสก์จะค่อยๆ เซตตัวจนสามารถลอกออกมาได้เหมือนหน้ากากมาสก์ชนิดนี้เน้นการเดิมความชุ่มชื้นให้ผิวขจัดเซลล์เสื่อมสภาพและลดเลือนริ้วรอย แต่เวลาลอกออก แนะนำให้ดึงจากบริเวณหน้าผากลง เพื่อจะได้ไม่ย้อนรูขุนขน ผิวหน้าจะได้ไม่เกิดอาการระคายเคือง
รู้สรรพคุณแล้วแบบนี้ คงเปลี่ยนใจหันมาใช้มาสก์เพื่อการบำรุงกันมากขึ้นนะคะ เพราะของเค้าดีจริงๆ ค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วิธีกินอยู่ให้สิวลดลง
นอกจากจะพึ่งยารักษาสิวแล้ว การกินก็ช่วยให้สิวลดได้
1. เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท (เติมรำ) อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
2. เปลี่ยนน้ำผลไม้เป็นผลไม้ที่ไม่หวานจ้ดทั้งผล และไม่กินผลไม้มากเกิน (ไม่ควรเกินมื้อละ 6-8 คำ)
3. เปลี่ยนน้ำผลไม้เป็นน้ำผัก เช่น น้ำมะเขือเทศ ฯลฯ
4. เปลี่ยนเครื่องดื่มเติมน้ำตาล เช่น ชา กาแฟ ฯลฯ จากซื้อมากินเป็นชงเอง อาจใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลจริง หรือใช้นมไขมันต่ำแทนครีมเทียม (คอฟฟีเมตมีน้ำตาลประมาณครึ่งหนึ่งขึ้นไป ที่เหลือเป็นไขมัน)
5. เสริมเส้นใยหรือไฟเบอร์ เช่น ผัก ถั่ว เห็ด งา จมูกข้าว รำข้าว ฯลฯ ผสมในข้าว
6. เปลี่ยนอาหารไม่มีไขมันเป็นอาหารไขมันต่ำ ซึ่งจะทำให้การย่อยอาหารช้าลง
7. เปลี่ยนอาหารมื้อใหญ่วันละ 2-3 มื้อเป็นอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 4-5 มื้อ
8. กินอาหารให้ช้าลง มีการศึกษาพบว่า คนที่กินอาหารเร็วมีระดับน้ำตาลหลังอาหารสูงกว่าคนที่กินอาหารช้า ค่อยๆ เคี้ยว
9. กินอาหารที่มีโปรตีนพร้อมข้าว เช่น ไข่ ถั่ว นมไขมันต่ำ นมถั่วเหลือง โปรตีนเกษตร เต้าหู้ ปลา เนื้อ ฯลฯ เพื่อทำให้การย่อยอาหารช้าลง
10. ลดอาหาร ขนม และเครื่องดื่มเติมน้ำตาลให้น้อยลง
11. ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า หลังออกแรง-ออกกำลัง... กล้ามเนื้อจะดึงน้ำตาลจากเลือดเข้าไป ทำให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารต่ำลงได้ตั้งแต่ 30 นาทีจนถึง 16 ชั่วโมง (ขึ้นกับความแรง และความนานของการออกกำลัง)
12. ออกกำลังต้านแรง เช่น กายบริหารบางท่า ดึงยางยืด ดึงสปริง ยกน้ำหนัก เล่นเวท เดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส ฯลฯ เพื่อให้มีมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น... มวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะเป็น "กันชน (buffer)" กันกระแทก หรือช่วยเผาผลาญน้ำตาลเรื่อยๆ ทั้งวัน ไม่เอื่อยเฉื่อยแฉะเหมือนเนื้อเยื่อไขมัน
1. เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท (เติมรำ) อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
2. เปลี่ยนน้ำผลไม้เป็นผลไม้ที่ไม่หวานจ้ดทั้งผล และไม่กินผลไม้มากเกิน (ไม่ควรเกินมื้อละ 6-8 คำ)
3. เปลี่ยนน้ำผลไม้เป็นน้ำผัก เช่น น้ำมะเขือเทศ ฯลฯ
4. เปลี่ยนเครื่องดื่มเติมน้ำตาล เช่น ชา กาแฟ ฯลฯ จากซื้อมากินเป็นชงเอง อาจใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลจริง หรือใช้นมไขมันต่ำแทนครีมเทียม (คอฟฟีเมตมีน้ำตาลประมาณครึ่งหนึ่งขึ้นไป ที่เหลือเป็นไขมัน)
5. เสริมเส้นใยหรือไฟเบอร์ เช่น ผัก ถั่ว เห็ด งา จมูกข้าว รำข้าว ฯลฯ ผสมในข้าว
6. เปลี่ยนอาหารไม่มีไขมันเป็นอาหารไขมันต่ำ ซึ่งจะทำให้การย่อยอาหารช้าลง
7. เปลี่ยนอาหารมื้อใหญ่วันละ 2-3 มื้อเป็นอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 4-5 มื้อ
8. กินอาหารให้ช้าลง มีการศึกษาพบว่า คนที่กินอาหารเร็วมีระดับน้ำตาลหลังอาหารสูงกว่าคนที่กินอาหารช้า ค่อยๆ เคี้ยว
9. กินอาหารที่มีโปรตีนพร้อมข้าว เช่น ไข่ ถั่ว นมไขมันต่ำ นมถั่วเหลือง โปรตีนเกษตร เต้าหู้ ปลา เนื้อ ฯลฯ เพื่อทำให้การย่อยอาหารช้าลง
10. ลดอาหาร ขนม และเครื่องดื่มเติมน้ำตาลให้น้อยลง
11. ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า หลังออกแรง-ออกกำลัง... กล้ามเนื้อจะดึงน้ำตาลจากเลือดเข้าไป ทำให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารต่ำลงได้ตั้งแต่ 30 นาทีจนถึง 16 ชั่วโมง (ขึ้นกับความแรง และความนานของการออกกำลัง)
12. ออกกำลังต้านแรง เช่น กายบริหารบางท่า ดึงยางยืด ดึงสปริง ยกน้ำหนัก เล่นเวท เดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส ฯลฯ เพื่อให้มีมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น... มวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะเป็น "กันชน (buffer)" กันกระแทก หรือช่วยเผาผลาญน้ำตาลเรื่อยๆ ทั้งวัน ไม่เอื่อยเฉื่อยแฉะเหมือนเนื้อเยื่อไขมัน
เมคอัพให้เข้ากับสีผิว
เมคอัพพาเลตสีสวยละลานตาที่มีอยู่มากมาย ช่างเป็นสิ่งล่อตาล่อใจ ที่คุณสาวๆ เห็นทีไรเป็นต้องหวั่นไหว ควักเงินในกระเป๋าแลกมาไว้ในครอบครองเอาได้ง่ายๆ แต่ก่อนจะซื้อครั้งต่อไปลองสังเกตดูให้ดีก่อนว่าสีสันมากมายเหล่านั้น เป็นสีที่เหมาะกับเราแล้วหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเสียสตางค์ไปเปล่าๆ เพราะอารมณ์ชั่ววูบนะคะ
เริ่มกันที่สาวผิวคล้ำ เหมาะอย่างยิ่งกับเมคอัพในโทนสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลอมส้ม และสีนู้ด และอย่าลืมลองมองหาลิปสติกสีไวน์ที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับริมฝีปากของสาวผิวคล้ำค่ะ
สาวผิวเหลืองและสีน้ำผึ้ง สีที่เหมาะกับสาวผิวนี้ที่สุดก็คือสีส้มอมน้ำตาล สีทอง และสีนู้ด นอกจากสีดังกล่าวแล้ว คุณยังสามารถเลือกทาลิปสติกสีชมพูนมอ่อนๆ ได้อีกด้วย
สุดท้ายคือสาวผิวขาว ช่างโชคดีที่คุณคือเจ้าของสีผิวที่เหมาะกับการแต่งหน้าในทุกโทนสี แต่สำหรับสีที่เหมาะที่สุดกับลุคในวันสบายๆ ก็คือ สีชมพู ที่ช่างเข้ากันได้ดีกับผิวสีอ่อนของคุณ
เริ่มกันที่สาวผิวคล้ำ เหมาะอย่างยิ่งกับเมคอัพในโทนสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลอมส้ม และสีนู้ด และอย่าลืมลองมองหาลิปสติกสีไวน์ที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับริมฝีปากของสาวผิวคล้ำค่ะ
สาวผิวเหลืองและสีน้ำผึ้ง สีที่เหมาะกับสาวผิวนี้ที่สุดก็คือสีส้มอมน้ำตาล สีทอง และสีนู้ด นอกจากสีดังกล่าวแล้ว คุณยังสามารถเลือกทาลิปสติกสีชมพูนมอ่อนๆ ได้อีกด้วย
สุดท้ายคือสาวผิวขาว ช่างโชคดีที่คุณคือเจ้าของสีผิวที่เหมาะกับการแต่งหน้าในทุกโทนสี แต่สำหรับสีที่เหมาะที่สุดกับลุคในวันสบายๆ ก็คือ สีชมพู ที่ช่างเข้ากันได้ดีกับผิวสีอ่อนของคุณ
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ฝ้า... ปัญหาคาใจ
ปัญหาฝ้า ซึ่งขึ้นชื่อว่ารักษายาก มาทำความรู้จักกับฝ้าให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจทำการรักษาค่ะ
ฝ้าพบบ่อยในผู้หญิงวัยกลางคน ลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากบนและคาง มักเริ่มจากจุดสีน้ำตาล แล้วขยายเป็นปื้น เราสามารถแบ่งชนิดของฝ้าได้เป็น 3 ชนิด
ฝ้าชนิดตื้น ลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้มขอบเขตชัด เกิดจากเม็ดสีเมลานินสะสมในชั้นหนังกำพร้ามากผิดปกติ ฝ้าชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษา เนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนัง จึงง่าจต่อการกำจัด
ฝ้าชนิดลึก ผื่นฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบเขตไม่ชัด เกิดจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในชั้นหนังแท้ มีผลทำให้การรักษาค่อนข้างยาก
ฝ้าชนิดผสม มีเม็ดสีเมลานินสะสมมากทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้
วิธีการรักษา
เน้นหลักสำคัญ 2 ประการคือ หลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่กระตุ้นให้ฝ้าเป็นมากขึ้น ร่วมกับการพยายามรักษาให้ฝ้านั้นจางลง
ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้าควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิดหรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น การหลีกเลี่ยงแสงแดดก็เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
การเลือดครีมกันแดด ควรเลือกที่มีประสิทธิภาพดี ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF(Sun Protection Factor) ควรมีค่าประมาณ 30 หรือสูงกว่า
ส่วนการรักษาให้ฝ้าจางลงนั้นมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสีย แตกต่างกันไปดังนี้
1. การทายา ยาทารักษาฝ้านั้นแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่เร่งกำจัดเซลล์หนังกำพร้า ทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้น เช่น กรดวินามินเอ, ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้(AHA)
กลุ่มที่ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน เช่น ยาไฮโดรควิโนน(Hydroquinone), กรดโคจิค(Kojic acid), วิตามินซี การรักษาต้องใช้เวลา 4-8 สัปดาห์จึงเห็นการเปลี่ยนแปลง และมักได้ผลในกรณีที่เป็นฝ้าชนิดตื้น ข้อควรระวังคืออาจทำให้ผิวระคายเคืองง่าย
2. วิธีกรอผิวชนิด Microdermabrasion ช่วยเร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้าให้หลุดลอกเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าที่อยู่ในชั้นตื่นๆ ข้อควรระวัง คือ อาจทำให้ผิวระคายเคืองง่าย นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีของเลเซอร์ และเครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูงมาใช้ ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุับัน
3. เครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูง (Intense Pulsed Light หรือIPL) มีผลให้เม็ดสีเมลานิน ดูดซับแสง ถูกทำลายและมีจำนวนลดลง ทำให้ฝ้านั้นจางลงหรือหายไป ข้อจำกัดของIPL คือมักได้ผล ในกรณีที่เป็นฝ้าชนิดตื้นเท่านั้น
4. เลเซอร์ C6 แสงเลเซอร์จะทำลายเฉพาะเม็ดสี และมีผลต่อผิวบริเวณข้างเคียงน้อย ทำให้เกิดการแตกสลายของเม็ดสี ทำให้ฝ้านั้นจางลง หรือหายไป ข้อดีคือ ใช้รักษาได้ทั้งเม็ดสีที่อยู่ในชั้นตื้นและลึก เช่น ฝ้า, กระ, กระลึก, ปานดำ และรอยสัก
สำหรับการรักษาฝ้าใช้เวลาในการรักษาทุก 2-4 สัปดาห์ ประมาณ 5-10 ครั้ง
สาเหตุของการเกิดฝ้า
มีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ได้แก่
แสงแดด เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด รังสี UVA และ UVB เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า และทำให้เป็นฝ้ามากขึ้นได้
ฮอร์โมน ฝ้าอาจเป็นมากขึ้นในสตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือสตรีที่ตั้งครรภ์ และฝ้ามักจางลงภายหลังหยุดยาคุมกำเนิด หรือหลังคลอด
ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก อาจทำให้ฝ้ามีสีคล้ำขึ้น
พันธุกรรม เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดฝ้า เนื่องจากมีรายงานการเกิดฝ้าในครอบครัวถึงร้อยละ 20-70
ฝ้าพบบ่อยในผู้หญิงวัยกลางคน ลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากบนและคาง มักเริ่มจากจุดสีน้ำตาล แล้วขยายเป็นปื้น เราสามารถแบ่งชนิดของฝ้าได้เป็น 3 ชนิด
ฝ้าชนิดตื้น ลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้มขอบเขตชัด เกิดจากเม็ดสีเมลานินสะสมในชั้นหนังกำพร้ามากผิดปกติ ฝ้าชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษา เนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนัง จึงง่าจต่อการกำจัด
ฝ้าชนิดลึก ผื่นฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบเขตไม่ชัด เกิดจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในชั้นหนังแท้ มีผลทำให้การรักษาค่อนข้างยาก
ฝ้าชนิดผสม มีเม็ดสีเมลานินสะสมมากทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้
วิธีการรักษา
เน้นหลักสำคัญ 2 ประการคือ หลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่กระตุ้นให้ฝ้าเป็นมากขึ้น ร่วมกับการพยายามรักษาให้ฝ้านั้นจางลง
ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้าควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิดหรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น การหลีกเลี่ยงแสงแดดก็เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
การเลือดครีมกันแดด ควรเลือกที่มีประสิทธิภาพดี ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF(Sun Protection Factor) ควรมีค่าประมาณ 30 หรือสูงกว่า
ส่วนการรักษาให้ฝ้าจางลงนั้นมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสีย แตกต่างกันไปดังนี้
1. การทายา ยาทารักษาฝ้านั้นแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่เร่งกำจัดเซลล์หนังกำพร้า ทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้น เช่น กรดวินามินเอ, ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้(AHA)
กลุ่มที่ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน เช่น ยาไฮโดรควิโนน(Hydroquinone), กรดโคจิค(Kojic acid), วิตามินซี การรักษาต้องใช้เวลา 4-8 สัปดาห์จึงเห็นการเปลี่ยนแปลง และมักได้ผลในกรณีที่เป็นฝ้าชนิดตื้น ข้อควรระวังคืออาจทำให้ผิวระคายเคืองง่าย
2. วิธีกรอผิวชนิด Microdermabrasion ช่วยเร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้าให้หลุดลอกเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าที่อยู่ในชั้นตื่นๆ ข้อควรระวัง คือ อาจทำให้ผิวระคายเคืองง่าย นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีของเลเซอร์ และเครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูงมาใช้ ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุับัน
3. เครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูง (Intense Pulsed Light หรือIPL) มีผลให้เม็ดสีเมลานิน ดูดซับแสง ถูกทำลายและมีจำนวนลดลง ทำให้ฝ้านั้นจางลงหรือหายไป ข้อจำกัดของIPL คือมักได้ผล ในกรณีที่เป็นฝ้าชนิดตื้นเท่านั้น
4. เลเซอร์ C6 แสงเลเซอร์จะทำลายเฉพาะเม็ดสี และมีผลต่อผิวบริเวณข้างเคียงน้อย ทำให้เกิดการแตกสลายของเม็ดสี ทำให้ฝ้านั้นจางลง หรือหายไป ข้อดีคือ ใช้รักษาได้ทั้งเม็ดสีที่อยู่ในชั้นตื้นและลึก เช่น ฝ้า, กระ, กระลึก, ปานดำ และรอยสัก
สำหรับการรักษาฝ้าใช้เวลาในการรักษาทุก 2-4 สัปดาห์ ประมาณ 5-10 ครั้ง
สาเหตุของการเกิดฝ้า
มีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ได้แก่
แสงแดด เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด รังสี UVA และ UVB เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า และทำให้เป็นฝ้ามากขึ้นได้
ฮอร์โมน ฝ้าอาจเป็นมากขึ้นในสตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือสตรีที่ตั้งครรภ์ และฝ้ามักจางลงภายหลังหยุดยาคุมกำเนิด หรือหลังคลอด
ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก อาจทำให้ฝ้ามีสีคล้ำขึ้น
พันธุกรรม เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดฝ้า เนื่องจากมีรายงานการเกิดฝ้าในครอบครัวถึงร้อยละ 20-70
เชอร์รี่..ผลไม้เพิ่มความสุข
นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว เชอร์รี่ยังมีคุณสมบัติช่วยให้สาวๆ ทั้งหลายอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย
จากผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินเชอร์รี่มากถึง 20 ผลจะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยา เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน(Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือ ทำให้คนกินมีความสุข
ด้วยเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียกเชอร์รี่ว่าเป็น แอสไพรินธรรมชาติถ้าเวลาใดที่สาวๆ รู้สึกเครียดหรือเกิดอาการซึมเศร้าก็ลองเปลี่ยนจากการกินยารักษา มาใช้วิธีธรรมชาติบำบัดด้วยการกินเชอร์รี่นะคะ
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
บำรุงมือหลังการทาเล็บด้วย "นมสด"
ทาเล็บ เพ้นท์เล็บ ถือเป็นกิจกรรมสุดโปรดอีกอย่างหนึ่งของสาวๆ บางคนชอบมากถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนสีเปลี่ยนลายเล็บทุกอาทิตย์ ... สนุกกับการทาเล็บเพ้นท์เล็บกันจนเพลิน เพลินจนลืมนึกไปว่าการทาเล็บบ่อยๆ โดยไม่ปล่อยให้เล็บได้มีโอกาสพักนั้นจะส่งผลเสียในระยะยาวต่อสุขภาพเล็บ เพราะว่าเล็บของเราจะต้องสัมผัสกับสารเคมีตลอดเวลา เล็บจะมีลักษณะเหลืองแห้ง เปราะบาง แตกง่าย แถมผิวหนังบริเวณรอบๆ เล็บยังแห้งแข็ง ไม่มีสุขภาพ ดังนั้นถ้าหากสาวๆ รักที่จะทาเล็บบ่อยๆ ก็ควรที่จะหาวิธีบำรุงสุขภาพเล็บและมือควบคู่กันไปด้วยค่ะ
นมสดในตู้เย็นที่เราดื่มอยู่ทุกวันนั้นจะช่วยทำให้เล็บและมือของเรามีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่
1. ใช้นมสดประมาณ 1 แก้ว จากนั้นนำไปอุ่นให้นมสดร้อนกว่าอุณหภูมิปกติ (ไม่ต้องอุ่นจนเดือดนะคะ เดี๋ยวมือจะพองซะก่อน)
2. จากนั้นให้สาวๆ ล้างมือให้สะาอด แล้วแช่มือทั้งมือลงไปในนมสดอุ่นๆ เลยค่ะ ทิ้งไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที
3. เมื่อครบตามระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ให้ล้างมือที่แช่นมด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด จากนั้นให้สาวๆ ทาครีมบำรุงผิว (ถ้าจะให้ดีเป็นแฮนด์ครีมจะให้ผลดีกับมือของเราโดยตรง) และนวดเบาๆ ที่มือและเล็บ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



.jpg)

